หากพูดถึงหัวใจสำคัญของการทำเบเกอรี่ให้ออกมาสมบูรณ์แบบ "แป้ง" คือรากฐานที่มองข้ามไม่ได้เลย และถ้าคุณเป็นสายทำขนม คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ นิปปุ่น (Nippn) แป้งคุณภาพที่โรงเรียนสอนทำอาหารและเบเกอรี่ชั้นนำเลือกใช้ โดยเฉพาะ แป้งสาลีตราอีเกิ้ล (Eagle Wheat Flour) ที่ครองใจทั้งเชฟมืออาชีพและคนที่รักการทำอาหารมาอย่างยาวนาน ด้วยมาตรฐานจากบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งสาลีที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
ความพิเศษของแป้งอีเกิ้ลคือการเป็นแป้งขนมปังคุณภาพสูง (Strong Flour) ที่มีค่าโปรตีน 12% และค่าเถ้า (Ash) เพียง 0.38% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่งผลให้เนื้อแป้งขาวสะอาด ละเอียด และเนียนกว่าแป้งจากฝั่งยุโรปอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเทคโนโลยีการโม่ที่ทันสมัย ทำให้แป้งมีความละเอียดสูงและดูดซึมน้ำได้ดีเยี่ยม ขนมที่ได้จึงมีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม ละเอียด และมีความฟูเบาตามสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งสารฟอกขาว ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ใส่ใจในรายละเอียดของวัตถุดิบ
ด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นและให้โครงสร้างที่สวยงาม แป้งตรานกอินทรีตัวนี้จึงเหมาะมากสำหรับเมนูที่ต้องการความเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น
• โชกุปัง (Shokupan): ขนมปังแผ่นสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความนุ่มละเอียด
• ขนมปังต่างๆ: ที่ต้องการเนื้อสัมผัสสู้ฟันและนุ่มนาน
• พิซซ่า (Pizza): ช่วยให้ขอบแป้งกรอบนอกนุ่มใน
• ซาลาเปา และ แป้งเกี๊ยวซ่า (Gyoza Skin): ที่ต้องการความเนียนนุ่มและยืดหยุ่นดี
สำหรับใครที่อยากได้ผลลัพธ์แบบมือโปร มีเคล็ดลับง่ายๆ คือตอนตวงแป้ง แนะนำให้ใช้การตักลงในถ้วยตวงแล้วปาดหน้าให้เรียบแทนการใช้ถ้วยตักลงไปตรงๆ เพื่อไม่ให้แป้งอัดตัวแน่นเกินไป และอย่าลืมร่อนแป้งสัก 1-2 ครั้งก่อนผสม เพื่อให้อากาศแทรกซึม ช่วยให้ขนมฟูเบาขึ้นอีกระดับ ส่วนการเก็บรักษาก็แค่ปิดปากถุงให้สนิท เก็บในที่แห้งและเย็น เพื่อรักษาคุณภาพแป้งให้สดใหม่เสมอ
เปลี่ยนมื้อขนมธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็นความพิเศษ ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันนี้ จะช่วยส่งต่อความสุขผ่านรสสัมผัสที่นุ่มละมุนในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ให้ทุกคนในครอบครัว
หากแป้งขนมปังคือโครงสร้างที่แข็งแรง แป้งสาลีฮาร์ท (Heart Wheat Flour) จากแบรนด์ นิปปุ่น (Nippn) ก็คือตัวแทนของความอ่อนนุ่มและประณีต แป้งตัวนี้เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มเชฟทำขนมว่าเป็นแป้งเค้กคุณภาพสูง (Soft Flour) ที่มีความละเอียดเป็นพิเศษ ผลิตด้วยมาตรฐานระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เบาและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความโดดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากแบรน์อื่นๆ คือค่าโปรตีนที่ต่ำเพียง 8.1% และค่าเถ้า (Ash) ที่ต่ำมากเพียง 0.35% ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเนื้อแป้งมีความบริสุทธิ์สูงมาก ขาวสะอาด และละเอียดลออเป็นเนื้อเดียว ส่งผลให้ขนมที่ได้มีสีสวยสม่ำเสมอและมีเนื้อสัมผัสที่เบาราวกับปุยเมฆ (Fluffy) แป้งชนิดนี้ยังมีความสามารถในการผสมเข้ากับส่วนผสมอื่นได้ง่ายมาก ลดโอกาสการเกิดก้อนแป้ง ทำให้เนื้อขนมเนียนนุ่มจนแทบละลายในปาก
สำหรับเมนูที่ต้องการความนุ่มนวลระดับสูงสุด แป้งนี้คือทางเลือกที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น
• เค้กไข่ญี่ปุ่น (Japanese Sponge Cake): ที่ต้องการความนุ่ม ฟู และสปริงตัวสวย
• ชิฟฟอนเค้ก (Chiffon Cake): เพื่อเนื้อสัมผัสที่เบาหวิวและเนียนละเอียด
• เทมปุระ (Tempura): หากนำไปผสมสำหรับทอด จะช่วยให้แป้งบางกรอบและไม่อมน้ำมัน
• ขนมไข่ หรือ คุกกี้เนื้อนุ่ม: ที่ต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ
เคล็ดลับที่จะช่วยให้ขนมออกมาสมบูรณ์แบบคือ การร่อนแป้งตราหัวใจก่อนนำไปผสม เพราะความละเอียดสูงของแป้งอาจทำให้เกิดการอัดตัวได้ง่าย การร่อนจะช่วยเพิ่มอากาศให้เนื้อขนมฟูยิ่งขึ้น และควรเก็บรักษาในที่แห้งสนิท หลีกเลี่ยงความชื้นเพื่อรักษาความนุ่มนวลของเนื้อแป้งให้คงที่อยู่เสมอ
เปลี่ยนมื้อขนมธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็นความพิเศษ ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันนี้ จะช่วยส่งต่อความสุขผ่านรสสัมผัสที่นุ่มละมุนในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ให้ทุกคนในครอบครัว
สัมผัสบรรยากาศความอบอุ่นในมื้ออาหารด้วยเสน่ห์ของความกรอบเบาในแบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมที่คุณสามารถรังสรรค์ได้ด้วยตัวเอง แป้งเทมปุระ (Tempura Flour) จากแบรนด์ บีไอเอฟ (BIF) เป็นแป้งอเนกประสงค์ที่ผ่านการคิดค้นและพัฒนาเพื่อให้เหมาะสำหรับการทำของทอดสไตล์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ตัวแป้งมีเนื้อละเอียดและส่วนผสมที่สมดุล ช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนในครอบครัว
คุณลักษณะเด่นของแป้งชนิดนี้คือความสามารถในการเคลือบผิววัตถุดิบได้อย่างบางเบาและสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ของอาหารมีความกรอบที่เป็นเอกลักษณ์และคงตัวอยู่ได้นานโดยไม่หนาจนเกินไป เนื้อแป้งที่คัดสรรมาอย่างดีจะช่วยให้สีสันของอาหารดูสวยงามนวลตา และไม่บดบังรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบที่อยู่ภายใน ทำให้คุณได้รับรสสัมผัสที่กลมกล่อมในทุกคำ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น แป้งตัวนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำ กุ้งเทมปุระ (Ebi Tempura) ที่ให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ หรือจะเป็น ผักรวมทอด (Kakiage) ที่รวมความหวานจากผักหลากหลายชนิดไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้กับเนื้อปลาหรืออาหารทะเลอื่นๆ เพื่อเพิ่มความน่ารับประทานให้กับมื้ออาหารของคุณได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีวิธีการเตรียมที่เข้าใจง่ายดังนี้
1. เตรียมน้ำเย็นจัดผสมกับแป้งเทมปุระในชามผสมตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ข้างบรรจุภัณฑ์ โดยใช้ตะเกียบคนเพียงเบาๆ ให้เข้ากันพอประมาณ (แนะนำว่าไม่ควรคนจนเนื้อเนียนเกินไปเพื่อให้แป้งมีความโปร่งและกรอบเบา)
2. นำวัตถุดิบที่ล้างสะอาดและซับน้ำจนแห้งแล้ว มาคลุกกับแป้งแห้งบางๆ ก่อนจะนำลงชุบในส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้
3. นำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนได้ที่จนแป้งมีสีเหลืองทองสวยงาม แล้วพักสะเด็ดน้ำมันก่อนจัดเสิร์ฟ
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ ด้วยรสชาติความกรอบอร่อยตามมาตรฐานแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่พร้อมให้คุณได้ลองเปิดประสบการณ์และเพลิดเพลินได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณเอง
วาราบิโมจิ...ความนุ่มหนึบที่ละลายในปาก สัมผัสรสชาติญี่ปุ่นดั้งเดิมแท้ๆ ที่คุณต้องหลงรัก
หากคุณกำลังมองหาขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ขอแนะนำ "วาราบิโมจิ โรยผงถั่วเหลือง" ขนมดั้งเดิมที่โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นแป้งที่สกัดจากรากของต้นวาราบิ (เฟิร์นชนิดหนึ่ง) ผสมกับน้ำและน้ำตาล แล้วนำไปกวนจนได้เนื้อสัมผัสใส เงา และ นุ่มเด้ง แต่ยังคงความยืดหยุ่นและความหนึบหนับแบบโมจิ ทำให้เป็นขนมที่ละลายในปาก ขนมนี้ถูกคลุกเคล้าอย่างพิถีพิถันด้วย ผงถั่วเหลืองคินาโกะ (Kinako) ที่ผ่านการคั่วจนหอมกรุ่น ให้รสชาติถั่วอันเข้มข้นที่เข้ากันได้ดีกับความหวานอ่อนๆ และราดด้วย คุโรมิสึ หรือน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายดำ(จากน้ำตาลทรายดำโอกินาวา) เพื่อเพิ่มรสชาติอันกลมกล่อม เหมาะสำหรับเป็นของว่างยามบ่าย ทานคู่กับชาเขียวร้อนๆ หรือจะเสิร์ฟเป็นของหวานปิดท้ายมื้ออาหาร ก็อร่อยได้ทุกเวลา
วิธีเตรียมก่อนรับประทาน
• นำออกจากช่องแช่แข็ง
- นำวาราบิโมจิออกจากช่องแช่แข็ง โดยยังไม่แกะห่อ ปล่อยให้น้ำแข็งคลายตัวเองตามธรรมชาติ
• รอให้ละลายที่อุณหภูมิห้อง
ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 30–60 นาที (ขึ้นอยู่กับขนาดและอุณหภูมิห้อง)
- เนื้อโมจิควรนุ่ม เด้ง และเย็นกำลังดี
- ไม่ควรเร่งโดยการนำเข้าไมโครเวฟ เพราะจะทำให้เนื้อเสียสัมผัส
• จัดเสิร์ฟ
- เมื่อละลายแล้ว สามารถแกะห่อ จัดลงจาน และ โรยผงคินาโกะ (Kinako) หรือราดซอสคุโระมิตสึ (Kuromitsu) ตามชอบ
เคล็ดลับการรับประทาน
• เสิร์ฟตอนเย็น ๆ จะให้รสสัมผัสสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อน
• รับประทานคู่กับชาเขียวร้อน จะช่วยตัดรสหวานได้ดี
• หากเหลือ อย่าแช่แข็งซ้ำ ให้เก็บในตู้เย็นและรับประทานภายใน 1 วัน เพื่อคงคุณภาพ