ขนมยอดฮิตนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพและผู้ที่ชื่นชอบความสดชื่น เยลลี่พร้อมดื่ม มาพร้อมความหอมหวานของส้มแมนดารินแท้ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อม ผสานกับเนื้อเยลลี่บุกนุ่มเด้ง เคี้ยวหนึบเพลิน ให้สัมผัสสไตล์ญี่ปุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อิ่มอร่อยได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี เพราะให้พลังงานเพียง 82 กิโลแคลอรี พร้อมบรรจุในซองพร้อมดื่ม พกพาสะดวก เพียงบิดฝาและดูด ก็สามารถเติมความสดชื่นให้ร่างกายและสมองได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับรับประทานเป็นของว่างระหว่างวัน หลังออกกำลังกาย ระหว่างเดินทาง หรือช่วงที่ต้องการเติมพลังเพื่อพร้อมลุยกิจกรรมต่อได้อย่างสดชื่นทุกวัน
วิธีรับประทานแบบแช่แข็ง
1. แช่แข็งโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป (แช่แข็งไว้นานกว่านั้นก็ไม่มีปัญหา)
2. นำออกจากช่องฟรีซ วางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 10–15 นาที
3. นำฝาปิดไว้เช่นเดิม แล้วขยำจนกระทั่งนิ่มลง
4. บีบรับประทานทีละน้อยโดยไม่ต้องดูดเข้าไปแรงๆ
เมนูแนะนำ
• เยลลี่ส้มโซดาซ่าสดชื่น: บีบเยลลี่ลงในแก้ว เติมโซดาเย็นจัดและน้ำแข็ง ได้เครื่องดื่มคลายร้อนฟองฟู่เคี้ยวเพลิน
• ท็อปปิ้งโยเกิร์ต/ไอศกรีม: ใช้เยลลี่พร้อมดื่มบีบราดบนโยเกิร์ต รสธรรมชาติหรือไอศกรีมวานิลลา
เพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติเปรี้ยวอมหวานให้เมนูของหวานของคุณอร่อยยิ่งขึ้น
ซุปไก่ไพตันรสเข้มข้น! หอมมันแบบต้นตำรับญี่ปุ่น
น้ำซุป "ไพตัน" (Paiton) หรือซุปกระดูกไก่ที่เคี่ยวจนเป็นสีขาวข้น จากแบรนด์ เอบาระ (Ebara) ความพิเศษของซุปขวดนี้คือการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้น น้ำซุปขาวข้นสกัดจากกระดูกไก่ที่เคี่ยวจนได้ที่ ทำให้ซุปมีสีขาวนวล หอมมัน และกลมกล่อมมาก แถมยังใช้ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเคี่ยวซุปกระดูกไก่นานเป็นวันๆ แค่มีเอบาระขวดนี้ ก็ได้น้ำซุปไก่ไพตันรสชาติแสนอร่อยแล้วค่ะ
นอกจากทำน้ำซุปราเมนแล้ว ซุปไก่ไพตันตัวนี้ยังสามารถเอาไปทำเมนูอื่นๆ เช่น
• ข้าวต้มญี่ปุ่น (Zousui): ใช้น้ำซุปนี้ต้มข้าวสวย เติมไข่และเนื้อไก่ เป็นมื้อเช้าที่อุ่นสบายท้อง
• ซุปสำหรับหม้อไฟ (Nabe): ใช้เป็นเบสน้ำซุปชาบู-ชาบู รสไก่ขาวข้น เข้ากับผักและเนื้อสัตว์ได้ดีมาก
วิธีทาน / วิธีการใช้
• การเตรียม: เขย่าผลิตภัณฑ์ 10-11 ครั้งก่อนใช้งาน
• สำหรับราเมน: เจือจางซุปตามความจำเป็นเพื่อให้ได้รสชาติตามต้องการ
• เมนูแนะนำ: นอกจากราเมงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเบสสำหรับหม้อไฟ (Nabe) หรือเป็นน้ำซุปชาบูได้ โดยเจือจางประมาณ 15 ครั้ง
"ชูรสชาติราเมงให้อร่อยยิ่งขึ้นด้วยหน่อไม้เมนมะ"
ช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงที่หน่อไม้อร่อยที่สุด เพราะมีรสชาติหวาน กรอบ อวบน้ำ เราจึงได้คัดเลือกหน่อไม้ในฤดูกาลนี้นำมาต้มจนสุกและปรุงรสโชยุเข้มข้นจนเต็มไปด้วยรสชาติอูมามิในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ทำให้มีเนื้อนิ่มกรอบ ไม่เละหรือกระด้าง หอมกลิ่นน้ำมันงาและถั่วเหลือง เหมาะสำหรับเป็นเครื่องโรยหน้าอาหารในเมนูราเมง อุด้ง และบะหมี่ญี่ปุ่นแบบอื่นๆ, ใส่ในข้าวผัด, ใช้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยหรือเป็นกับแกล้มก็อร่อยไม่แพ้กัน สะดวกและประหยัดเวลามากยิ่งขึ้นเพราะมาในรูปแบบปรุงสุกสำเร็จ ทำให้การทานหน่อไม้อร่อยๆ เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนค่ะ
เติมความสดชื่นระหว่างวันให้ร่างกายด้วยเยลลี่บุกสตรอว์เบอร์รีพรีเมียมจากญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแบรนด์ทารามิ (Tarami) ที่คัดสรรความอร่อยจากน้ำผลไม้เข้มข้นและผสานเข้ากับเนื้อบุกเคี้ยวหนึบ ให้รสชาติความหวานหอมละมุนของสตรอว์เบอร์รีแบบเต็มคำ ทุกครั้งที่บีบรับประทานจะได้สัมผัสกับความนุ่มเด้ง เคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทานขนมขบเคี้ยวแต่ยังคงใส่ใจในเรื่องรูปร่างและสุขภาพ เพราะนอกจากจะช่วยแก้หิวรองท้องยามบ่ายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีใยอาหาร (Dietary Fiber) และ กลูโคส (Glucose) พร้อมพลังงานเพียง 87 kcal ต่อซอง เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาของว่างรสผลไม้ อร่อย สดชื่น และสะดวกในทุกช่วงเวลา
วิธีรับประทานแบบแช่แข็ง
1. แช่แข็งโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป (แช่แข็งไว้นานกว่านั้นก็ไม่มีปัญหา)
2. นำออกจากช่องฟรีซ วางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 10–15 นาที
3. นำฝาปิดไว้เช่นเดิม แล้วขยำจนกระทั่งนิ่มลง
4. บีบรับประทานทีละน้อยโดยไม่ต้องดูดเข้าไปแรงๆ
เมนูแนะนำ
• เยลลี่สตรอว์เบอร์รีแช่เย็นจัด: เพิ่มความสดชื่นขั้นสุด เหมาะสำหรับดับร้อนในช่วงบ่าย
• ท็อปปิ้งโยเกิร์ตหรือสมูทตี้: บีบเยลลี่ราดลงบนกรีกโยเกิร์ตหรือสมูทตี้ผลไม้สด
• ไอศกรีม: ใช้เป็นท็อปปิ้งทานคู่กับไอศกรีมรสวานิลลาหรือรสโยเกิร์ต
“เมกมิลค์ สโนว์” นมโคแท้จากฮอกไกโด หอม อร่อย เข้มข้น ต้องลอง!!
เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักเมืองฮอกไกโดกันใช่ไหมคะ เมืองฮอกไกโดเป็นเมืองทางภาคเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งอาหาร น้ำ และมีอากาศอันบริสุทธิ์ที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ผลผลิตจากเมืองนี้มีความสดใหม่และอร่อยสุดๆ ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากของฮอกไกโดก็คือ “นมฮอกไกโด” นั่นเองค่ะ
นมฮอกไกโด เป็นนมที่มีความหอมมัน รสชาติเข้มข้น ทำให้ไม่ว่าจะดื่มแบบธรรมดาหรือนำไปทำอาหาร ขนม ผสมเครื่องดื่มอื่นๆ หรือทำไอศกรีม ก็จะช่วยชูรสชาติให้เมนูนั้นๆ มีความหอมมันกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ทุกท่านสามารถลองชิมรสชาตินมฮอกไกโดของแท้ นำเข้าจากเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นได้แล้ววันนี้ที่ Honmono Nippon ค่ะ
นมโคจากจังหวัด ฮอกไกโด 100% เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับรสชาติของนมที่มาจากหนึ่งในแหล่งผลิตนมโคที่ดีที่สุดจากประเทศญี่ปุ่น
ข้อแนะนำ
• กรุณาเขย่าก่อนดื่ม เนื่องจากตัวนมมีแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ จึงอาจมีการตกตะกอนได้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดปกติจากการผลิต
• หากยังไม่เปิดกล่อง สามารถเก็บในอุณหภูมิปกติได้
• หลังจากเปิดกล่องแล้ว หากรับประทานไม่หมดควรปิดให้สนิทและเก็บในตู้เย็น (อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส)
• หลังจากเปิดกล่องแล้ว ควรรับประทานให้หมดภายใน 7 วัน
• ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง เนื่องจากเนื้อสัมผัสของนมอาจเปลี่ยนไป
ทำ “ซารุ ราเมน” ได้ง่ายๆ ด้วยซุปปลาแห้งรสชาติเข้มข้นผสมน้ำส้มสุดาชิในสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ
อร่อย หอม เข้มข้น ไปกับนมโคแท้จากฮอกไกโด
เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักเมืองฮอกไกโดกันใช่ไหมคะ เมืองฮอกไกโดเป็นเมืองทางภาคเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งอาหาร น้ำ และมีอากาศอันบริสุทธิ์ที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ผลผลิตจากเมืองนี้มีความสดใหม่และอร่อยสุดๆ ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากของฮอกไกโดก็คือ “นมฮอกไกโด” นั่นเองค่ะ
นมฮอกไกโด เป็นนมที่มีความหอมมัน รสชาติเข้มข้น ทำให้ไม่ว่าจะดื่มแบบธรรมดาหรือนำไปทำอาหาร ขนม ผสมเครื่องดื่มอื่นๆ หรือทำไอศกรีม ก็จะช่วยชูรสชาติให้เมนูนั้นๆ มีความหอมมันกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ทุกท่านสามารถลองชิมรสชาตินมฮอกไกโดของแท้ นำเข้าจากเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นได้แล้ววันนี้ที่ Honmono Nippon ค่ะ
มันหวานจากญี่ปุ่น หวาน นุ่ม ชุ่มฉ่ำ ที่ใครๆ ก็ติดใจ
เราคัดเลือกมันหวานลูกใหญ่ size M สายพันธุ์เบนิฮารุกะ จากประเทศญี่ปุ่น ด้วยภูมิประเทศอันเหมาะสมและดินภูเขาไฟที่อุดมด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย จึงทำให้มันหวานที่ได้มีเนื้อสีทองสวย เนียนนุ่ม ละเอียด ปราศจากเสี้ยน และรสชาติหวานฉ่ำกว่าที่อื่น เหมาะที่จะนำมาอบหรือเผา เมื่อได้รับประทานตอนร้อนๆ จะยิ่งอร่อยละมุนลิ้น หรือหากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรับประทานแบบเย็น ก็จะได้ความอร่อยไปอีกแบบค่ะ
วิธีอบมันหวานญี่ปุ่นด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน
1. ล้างมันหวานให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
2. ห่อมันหวานด้วยฟอยล์สำหรับห่ออาหาร จากนั้นนำเข้าหม้อทอดไร้น้ำมัน ใช้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ระยะเวลาประมาณ 40-60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของมันหวานที่อบ
3. เมื่อครบเวลา ให้ปล่อยมันหวานไว้ในหม้อทอดไร้น้ำมันเฉยๆ อีกประมาณ 10 นาที เพื่อให้เนื้อมันหวานระอุยิ่งขึ้น แล้วค่อยนำออกมารับประทานค่ะ
หมายเหตุ:
• ทดลองเสียบไม้จิ้มฟันหรือส้อมลงในเนื้อมัน หากเสียบได้ง่ายโดยไม่ติดขัด แสดงว่าสุกพร้อมรับประทาน
• หากนำมันหวานออกมาแล้วยังไม่สุก แนะนำให้อบต่อตามต้องการด้วยอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียส
อร่อยง่ายๆ กับเครื่องเคียงสไตล์ญี่ปุ่น
มันหวานจากญี่ปุ่น หวาน นุ่ม ชุ่มฉ่ำ ใครๆ ก็ติดใจ
เราคัดเลือกมันหวานลูกใหญ่ size M สายพันธุ์เบนิฮารุกะ จากประเทศญี่ปุ่น
ด้วยภูมิประเทศอันเหมาะสมและดินภูเขาไฟที่อุดมด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย จึงทำให้มันหวานที่ได้มีเนื้อสีทองสวย เนียนนุ่ม ละเอียด ปราศจากเสี้ยน และรสชาติหวานฉ่ำกว่าที่อื่น เหมาะที่จะนำมาอบหรือเผาเพื่อรับประทานตอนร้อนๆ จะยิ่งอร่อยละมุนลิ้น หรือหากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรับประทานแบบเย็น ก็จะได้ความอร่อยไปอีกแบบค่ะ
วิธีอบมันหวานญี่ปุ่นด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน
1. ล้างมันหวานให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
2. ห่อมันหวานด้วยฟอยล์สำหรับห่ออาหาร จากนั้นนำเข้าหม้อทอดไร้น้ำมัน ใช้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ระยะเวลาประมาณ 40-60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของมันหวานที่อบ
3. เมื่อครบเวลา ให้ปล่อยมันหวานไว้ในหม้อทอดไร้น้ำมันเฉยๆ อีกประมาณ 10 นาที เพื่อให้เนื้อมันหวานระอุยิ่งขึ้น แล้วค่อยนำออกมารับประทานค่ะ
หมายเหตุ:
• ทดลองเสียบไม้จิ้มฟันหรือส้อมลงในเนื้อมัน หากเสียบได้ง่ายโดยไม่ติดขัด แสดงว่าสุกพร้อมรับประทาน
• หากนำมันหวานออกมาแล้วยังไม่สุก แนะนำให้อบต่อตามต้องการด้วยอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียส
มันหวานจากญี่ปุ่น หวาน นุ่ม ชุ่มฉ่ำ ใครๆ ก็ติดใจ
เราคัดเลือกมันหวานลูกใหญ่ Size M สายพันธุ์เบนิฮารุกะ จากประเทศญี่ปุ่น
ด้วยภูมิประเทศอันเหมาะสมและดินภูเขาไฟที่อุดมด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย จึงทำให้มันหวานที่ได้มีเนื้อสีทองสวย เนียนนุ่ม ละเอียด ปราศจากเสี้ยน และรสชาติหวานฉ่ำกว่าที่อื่น เหมาะที่จะนำมาอบหรือเผาเพื่อรับประทานตอนร้อนๆ จะยิ่งอร่อยละมุนลิ้น หรือหากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรับประทานแบบเย็น ก็จะได้ความอร่อยไปอีกแบบค่ะ
วิธีอบมันหวานญี่ปุ่นด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน
1. ล้างมันหวานให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
2. ห่อมันหวานด้วยฟอยล์สำหรับห่ออาหาร จากนั้นนำเข้าหม้อทอดไร้น้ำมัน ใช้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ระยะเวลาประมาณ 40-60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของมันหวานที่อบ
3. เมื่อครบเวลา ให้ปล่อยมันหวานไว้ในหม้อทอดไร้น้ำมันเฉยๆ อีกประมาณ 10 นาที เพื่อให้เนื้อมันหวานระอุยิ่งขึ้น แล้วค่อยนำออกมารับประทานค่ะ
หมายเหตุ:
• ทดลองเสียบไม้จิ้มฟันหรือส้อมลงในเนื้อมัน หากเสียบได้ง่ายโดยไม่ติดขัด แสดงว่าสุกพร้อมรับประทาน
• หากนำมันหวานออกมาแล้วยังไม่สุก แนะนำให้อบต่อตามต้องการด้วยอุณหภูมิประมาณ 160 องศาเซลเซียส
“เมกมิลค์ สโนว์” นมโคแท้จากฮอกไกโด หอม อร่อย เข้มข้น ต้องลอง!!
ไส้กรอกปลาสไตล์ญี่ปุ่น อร่อย สุขภาพดี มีประโยชน์
ไส้กรอกปลาหรือเกียวนิกุ (Gyoniku, 魚肉ソーセージ) จากแบรนด์นิสซุยประเทศญี่ปุ่น ผลิตจากเนื้อปลาซูริมิคุณภาพดีที่อุดมไปด้วยโปรตีน, กรดไขมันไม่อิ่มตัว DHA, EPA และมีแคลเซียมสูงถึง 350 มก. ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ฆ่าเชื้อในอุณหภูมิสูง สะอาด ปลอดภัย ใช้บรรจุภัณฑ์แบบ “Eco-Clip” ปราศจากโลหะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพียงลอกฟิล์มด้านนอกออกก็สามารถรับประทานได้ทันที หรือใช้เป็นส่วนประกอบของเมนูต่างๆ เช่น ข้าวผัด, สลัด, ยากิโซบะ, คอร์นด็อก, หรือใส่ในซุปก็ได้เช่นกัน ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพ ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก และทุกคนในครอบครัว
หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความหอมมันของชีสและกำลังมองหาของว่างคุณภาพดีจากญี่ปุ่น นาโตริ ชีส ทาระ ชีสสอดไส้แผ่นเนื้อปลาค็อดปรุงรส คือขนมที่ไม่ควรพลาด ด้วยการนำเนื้อปลาค็อดคุณภาพดีมาประกบกับชีสกงเต (Comté Cheese) จากฝรั่งเศส ชีสชื่อดังที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน จนเกิดเป็นรสชาติที่กลมกล่อม หอมมัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกชิ้นให้สัมผัสนุ่มหนึบจากเนื้อปลา ผสานกับความเข้มข้นของชีสอย่างลงตัว เคี้ยวเพลิน อร่อยเต็มคำ ไม่ว่าจะทานเป็นของว่างระหว่างวัน พกติดตัวไปเที่ยว ไปทำงาน หรือรับประทานคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรด ก็ช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชีสทาระพรีเมียมชนิดนี้กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมที่ครองใจสายชีสและคนรักอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก เมื่อได้ลองแล้วจะเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงบอกว่าอร่อยจนหยุดไม่ได้
• หอมชีสเข้มข้น นุ่มหนึบกำลังดี เคี้ยวเพลินทุกคำ
• ขนมญี่ปุ่นพรีเมียมที่สายชีสต้องมีติดบ้าน
• เปิดซองพร้อมอร่อยได้ทันที อิ่มอร่อยได้ทุกเวลา
วิธีทาน
• ทานทันที : เปิดซองแล้วหยิบทานเป็นของว่างได้เลย รสชาติแบบดั้งเดิม หอมมัน
• อุ่นร้อน : นำเข้าไมโครเวฟไฟอ่อน ประมาณ 500W-600W เป็นเวลา 10-15 วินาที ชีสจะเริ่มเยิ้ม ละลาย
• อบหม้อทอดไร้น้ำมัน : อบด้วยไฟ 160°C ประมาณ 2-3 นาที แผ่นปลาจะกรอบ ตัวชีสจะเยิ้มด้านในพร้อมทาน
ชูรสชาติราเมงให้อร่อยยิ่งขึ้นด้วยหน่อไม้เมนมะกันค่ะ
ราเมงถ้วยใหญ่จุใจ พร้อมเกี๊ยวแสนอร่อย
ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ Yukinkomai จากเมืองนีงาตะ เมืองแห่งข้าว
ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ Nanatsuboshi ข้าวที่เติบโตท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ของฮอกไกโด
นิยมปลูกมากในฮอกไกโด เมล็ดข้าวอวบ หุงแล้วขึ้นเงา มีความเหนียวปานกลาง และความหวานแบบพอดี ทำให้โดนใจชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก แม้ข้าวจะเย็นแต่ยังคงความนุ่ม หอม อร่อย สามารถทำอาหารได้หลากหลายประเภท แต่จะนิยมนำมาทำเบนโตะและซูชิ
• ลักษณะเมล็ด – เมล็ดข้าวอวบ ขาว หุงขึ้นหม้อ
• รสชาติ – มีรสหวานและยังคงอร่อยแม้จะเย็นแล้ว
• ความเหนียว – ความเหนียวกำลังดี
• เมนูที่เหมาะสม – เบนโตะ และซูชิ
• ความลับของสายพันธุ์ – ถือว่าเป็นข้าวที่มีความสมดุลระหว่างรสชาติกับเนื้อสัมผัสมากที่สุดในสายพันธุ์ข้าวฮอกไกโด เมื่อหุงจนสุกข้าวมีความขาว ความเงา ความหอม ให้รสชาตินุ่มนวล และเคี้ยวอร่อย
วิธีหุงข้าวญี่ปุ่นให้อร่อย
1. ตวงข้าวให้พอเหมาะสำหรับรับประทาน
2. ซาวข้าวด้วยการให้น้ำไหลผ่าน คนเบาๆประมาณ 30 วินาที แล้วเทน้ำออก ทำตามขั้นตอนนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง จนน้ำใส
3. กุญแจสำคัญในการหุงข้าวญี่ปุ่นคือน้ำ กะปริมาณน้ำให้เหมาะสม อัตราส่วนโดยประมาณอยู่ที่ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน (สามารถปรับระดับน้ำได้หากชอบทานข้าวแข็งหรือข้าวนิ่ม)
4. ควรแช่ข้าวทิ้งไว้ก่อนหุงประมาณ 30 นาที เพื่อให้ข้าวดูดซึมน้ำจนอ่อนนุ่ม
5. หลังจากข้าวสุก อย่าเพิ่งเปิดฝา ทิ้งไว้ให้ข้าวระอุในหม้อประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นค่อย ๆ คนให้น้ำระเหย
ข้าวญี่ปุ่นจากเมืองฮอกไกโด เมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์
ชวนคุณมาชิมข้าวญี่ปุ่นแท้ๆ ปลูกที่เมืองฮอกไกโด เมืองที่ธรรมชาติสวยงาม น้ำใสสะอาด ข้าวที่ได้มีรสชาติหวาน นุ่ม เหนียว เคี้ยวเพลิน เหมาะกับทำอาหารญี่ปุ่นอย่างเมนูข้าวซูชิ ข้าวปั้นโอนิกิริ มาลองชิมความแตกต่างของรสชาติข้าวญี่ปุ่นแท้ๆ กันค่ะ หากสนใจทำเมนูข้าวซูชิ เรามีน้ำส้มปรุงรสข้าว และสาหร่ายสำหรับห่อข้าว ขายด้วยนะคะ
วิธีหุงข้าวญี่ปุ่นให้อร่อย
1. ตวงข้าวให้พอเหมาะสำหรับรับประทาน
2. ซาวข้าวด้วยการให้น้ำไหลผ่าน คนเบา ๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วเทน้ำออก ทำตามขั้นตอนนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง จนน้ำใส
3. กุญแจสำคัญในการหุงข้าวญี่ปุ่นคือน้ำ กะปริมาณน้ำให้เหมาะสม อัตราส่วนโดยประมาณอยู่ที่ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน (สามารถปรับระดับน้ำได้หากชอบทานข้าวแข็งหรือข้าวนิ่ม)
4. ควรแช่ข้าวทิ้งไว้ก่อนหุงประมาณ 30 นาที เพื่อให้ข้าวดูดซึมน้ำเวลาหุงข้าวจะนุ่มไม่กระด้าง
5. หลังจากข้าวสุก อย่าเพิ่งเปิดฝา ทิ้งไว้ให้ข้าวระอุในหม้อประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นค่อยๆ คนให้น้ำระเหย
วิธีการเก็บรักษา
1. เก็บในที่แห้งและเย็น
2. ระวังการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เพราะข้าวจะแห้งแตกเนื่องจากการระเหยของน้ำในข้าว
3. หลีกเลี่ยงการเก็บรักษาใกล้ ผงซักฟอก สเปรย์ปรับอากาศ เครื่องสำอาง และอาหารที่มีกลิ่นแรง เพราะข้าวจะดูดซับกลิ่น
ข้อควรระวัง
1. คุณภาพของข้าวจะเปลี่ยนหากโดนความชื้น
2. ห้ามวางไว้ใกล้เปลวไฟ เนื่องจากติดไฟง่าย
3. ห้ามวางสินค้าอื่นซ้อนทับผลิตภัณฑ์
เจลลี่ใสผสมเนื้อส้ม อร่อย สดชื่น
เจลลี่เนื้อเนียนใส ชุ่มฉ่ำ รสส้มมิคัง ผสมผสานความอร่อยของน้ำส้มและเนื้อส้มมิคังชิ้นใหญ่จุใจ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นผลไม้ สดชื่น ทานง่าย ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์จากเนื้อผลไม้แบบเต็มๆ
ส้มมิคัง หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ส้มหวานญี่ปุ่น" เป็นผลไม้ยอดนิยมจากแดนอาทิตย์อุทัย ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อสัมผัสชุ่มฉ่ำ ไร้เมล็ด ทานง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารและประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ดังนี้
1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: ส้มมิคังอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
2. ต้านอนุมูลอิสระ: ส้มมิคังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย
3. ดีต่อระบบย่อยอาหาร: ส้มมิคังมีใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
4. บำรุงผิวพรรณ: วิตามินซีในส้มมิคังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ชะลอริ้วรอย และช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์
5. บำรุงสายตา: ส้มมิคังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา
6. บำรุงกระดูก: ส้มมิคังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน
7. บำรุงระบบประสาท: ส้มมิคังมีวิตามินบีรวม ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง
8. ลดความดันโลหิต: โพแทสเซียมในส้มมิคังช่วยลดความดันโลหิต เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
9. ป้องกันนิ่วในไต: ใยอาหารในส้มมิคังช่วยชะล้างของเสียในไต ป้องกันการเกิดนิ่วในไต
10. เพิ่มพลังงาน: ส้มมิคังมีน้ำตาลธรรมชาติ ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย คลายความอ่อนเพลีย
11. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ: ส้มมิคังมีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
12. ป้องกันโรคโลหิตจาง: ส้มมิคังมีธาตุเหล็กสูง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นร้านข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นระดับพรีเมียมด้วย เครื่องแกงกะหรี่ก้อนสำหรับงานร้านอาหารและธุรกิจอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ให้รสชาติกลมกล่อม เข้มข้น หอมเครื่องเทศ พร้อมความละมุนจากการผสานรสชาติของเครื่องเทศและความหวานจากผักอย่างลงตัว มาพร้อมกับความเผ็ดระดับ 3 (เผ็ดน้อย-ปานกลาง) จึงเหมาะกับผู้บริโภคส่วนใหญ่ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งแกงกะหรี่เนื้อ หมู ไก่ ซีฟู้ด หรือประยุกต์เป็นซอสสำหรับเมนูทอดต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ บรรจุภัณฑ์ขนาด 1 กิโลกรัม คุ้มค่า เหมาะสำหรับ ครอบครัวใหญ่ ร้านอาหาร โรงแรม ร้านอาหารญี่ปุ่น อร่อยทานง่าย ถูกปากทุกคนในแน่นอน
วิธีทำ (สำหรับ 50 ที่)
• ผัดวัตถุดิบ: เตรียมเนื้อสัตว์และผักตามต้องการ นำไปผัดกับน้ำมันพร้อมกระเทียมและหอม ประมาณ 3-5 นาที
• เติมน้ำ : ประมาณ 6-7 ลิตร ต้มให้เดือด จากนั้นเคี่ยวต่อด้วยไฟกลาง ประมาณ 20-30 นาที จนส่วนผสมนุ่มได้ที่
• ใส่ก้อนแกงกะหรี่: ปิดไฟชั่วคราว นำก้อนแกงกะหรี่ (หันชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ละลายง่าย) ใส่ลงไปในหม้อ คนให้ละลายจนหมด
• เคี่ยวจนข้น: เปิดไฟอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 10-15 นาที จนน้ำแกงงวดและข้นเหนียวตามต้องการ พร้อมตักราดข้าวสวยร้อนๆ
เมนูแนะนำจากแกงกะหรี่กล่องนี้
• ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดคัตสึ: เมนูคลาสสิก ข้าวสวยร้อนๆ ท็อปด้วยหมูชุบแป้งทอดกรอบๆ ราดซสแกงกะหรี่เข้มข้น
• อุด้งแกงกะหรี่: นำซุปแกงกะหรี่ไปเจือจางด้วยน้ำซุปดาชิเล็กน้อย ราดบนเส้นอุด้งเหนียวนุ่ม
• ข้าวห่อไข่ราดซอสแกงกะหรี่: เพิ่มความหรูหราละมุนละไมด้วยไข่ข้นลาวา
• ขนมปังไส้แกงกะหรี่: นำซอสแกงกะหรี่ที่เหลือไปทำเป็นไส้ขนมปังแล้วนำไปชุบเกล็ดขนมปังทอด
เพิ่มรสชาติความอร่อยให้มื้ออาหารสไตล์ญี่ปุ่นได้ง่ายๆ ที่บ้านด้วยซอสเกลือโซบะ ซอสปรุงรสอเนกประสงค์ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีอย่างเกลือสาหร่าย (Moshio) แท้จากทะเลเซโตะใน นำมาผสานเข้ากับความหอมและอูมามิเข้มข้นของกระเทียมได้อย่างลงตัว ให้รสชาติเค็มกลมกล่อมกำลังดี หอมกลิ่นกระเทียมเตะจมูก ช่วยชูรสชาติให้อาหารจานผัดหรือเมนูเส้น นำไปประยุกต์ทำเมนูผัดผัก อาหารทอด และอาฮิจิล (Ajillo) ก็อร่อยเข้ากัน สะดวก จบ ครบ ในหลอดเดียว
วิธีทำยากิโซบะในกระทะ : ส่วนผสม (สำหรับ 1 ท่าน)
- บะหมี่ยากิโซบะ 1 ลูก
- กะหล่ำปลี (หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า) 100 กรัม
- ถั่วงอก 50 กรัม
- หมูสามชั้น 40 กรัม
- เกล็ดแป้งเทมปุระปลาหมึกโอตาฟุกุ 10 กรัม
- ซอสโอตาฟุกุ ยากิโซบะ 50 กรัม
- สาหร่ายโอตาฟุกุ อาโอโนริ (สาหร่ายสีเขียว)
ขั้นตอนการทำ
1. ผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวก่อน: ตั้งกระทะบนไฟแรง แกะเส้นบะหมี่แล้วใส่ลงในกระทะ ผัดให้ทั่วจนเส้นนุ่มและสุก
2. นำหมูสามชั้นไปผัด: เลื่อนเส้นก๋วยเตี๋ยวไปไว้ด้านข้างของกระทะ แล้วผัดหมูสามชั้นแทน ใส่กะหล่ำปลีลงไป
3. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน: เมื่อกะหล่ำปลีสุกแล้ว ให้นำทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกัน
4. ใส่ส่วนผสมที่เหลือและซอสลงไป: ใส่ถั่วงอก เศษเทมปุระ และซอสยากิโซบะลงไป
5. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันให้ซอสเคลือบทุกอย่าง แล้วผัดจนซอสส่งกลิ่นหอมออกมาก็เป็นอันเสร็จ
6. เสร็จสมบูรณ์: จัดใส่จาน โรยด้วยสาหร่ายแห้ง แล้วก็เสร็จเรียบร้อย!
เมนูแนะนำ (เพิ่มเติม)
• หมูผัดกะหล่ำปลีซอสเกลือกระเทียม เมนูด่วนทำง่าย หอมกลิ่นกระเทียมเน้น ๆ
• ข้าวผัดกระเทียมซอสเกลือ หรือเนื้อสัตว์ผัดซอสเกลือกระเทียมอูมามิ
• ไก่หรือเห็ดผัดเนยกระเทียมซอสเกลือ
• อาฮิจิลสไตล์ญี่ปุ่น
ยกระดับเมนูเส้นแบบเดิมๆ ให้ฟินสะใจยิ่งขึ้นด้วย ซอสยากิโซบะสูตรกระเทียม ซอสเข้มข้นสไตล์ญี่ปุ่นที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นหอมและรสชาติเผ็ดร้อนสะใจของกระเทียมแบบจัดเต็ม สายกระเทียมต้องห้ามพลาดตัวซอสถูกคิดค้นมาเพื่อคนรักกระเทียมโดยเฉพาะ ให้รสชาติที่กลมกล่อม หอมกลิ่นกระเทียมคั่วเตะจมูกแบบเน้นๆ เหมือนยกสตรีทฟู้ดญี่ปุ่นมาไว้ที่บ้าน เพียงแค่มีเส้นยากิโซบะและเนื้อสัตว์กับผักตามชอบ ก็เนรมิตเมนูยากิโซบะรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน ทำกินเองก็ง่าย ทำขายก็ปัง อร่อยสะใจในทุกคำที่ได้ลอง
วิธีทำยากิโซบะในกระทะ : ส่วนผสม (สำหรับ 1 ท่าน)
- บะหมี่ยากิโซบะ 1 ลูก
- กะหล่ำปลี (หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า) 100 กรัม
- ถั่วงอก 50 กรัม
- หมูสามชั้น 40 กรัม
- เกล็ดแป้งเทมปุระปลาหมึกโอตาฟุกุ 10 กรัม
- ซอสโอตาฟุกุ ยากิโซบะ 50 กรัม
- สาหร่ายโอตาฟุกุ อาโอโนริ (สาหร่ายสีเขียว)
ขั้นตอนการทำ
1. ผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวก่อน: ตั้งกระทะบนไฟแรง แกะเส้นบะหมี่แล้วใส่ลงในกระทะ ผัดให้ทั่วจนเส้นนุ่มและสุก
2. นำหมูสามชั้นไปผัด: เลื่อนเส้นก๋วยเตี๋ยวไปไว้ด้านข้างของกระทะ แล้วผัดหมูสามชั้นแทน ใส่กะหล่ำปลีลงไป
3. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน: เมื่อกะหล่ำปลีสุกแล้ว ให้นำทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกัน
4. ใส่ส่วนผสมที่เหลือและซอสลงไป: ใส่ถั่วงอก เศษเทมปุระ และซอสยากิโซบะลงไป
5. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันให้ซอสเคลือบทุกอย่าง แล้วผัดจนซอสส่งกลิ่นหอมออกมาก็เป็นอันเสร็จ
6. เสร็จสมบูรณ์: จัดใส่จาน โรยด้วยสาหร่ายแห้ง แล้วก็เสร็จเรียบร้อย!
เมนูแนะนำ
1. ยากิโซบะหมูสไลด์และกุยช่ายสูตรกระเทียม
2. เบคอนผัดซอสกระเทียมญี่ปุ่นสไตล์ยากิโซบะ
3. ซีฟู้ดการ์ลิคยากิโซบะ (ยากิโซบะทะเลกระเทียมเดือด)
4. ไก่ผัดซอสกระเทียมสไตล์อิซากายะ
5. ยากิอุด้งซอสกระเทียมชีสเยิ้ม
สัมผัสความอร่อยระดับพรีเมียมส่งตรงจากฮอกไกโดกับ ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ยูเมะพิริกะ จากแบรนด์โฮคุเรน (Hokuren) ข้าวที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งข้าวฮอกไกโด" และได้รับคะแนนประเมินคุณภาพรสชาติในระดับสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง เอกลักษณ์ที่ทำให้ใครได้ลองก็ต้องหลงรักคือ ความนุ่มเหนียวที่พอดี เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ มีความเงางามเคลือบเมล็ดข้าว และรสหวานละมุนตามธรรมชาติ ที่เด่นชัดกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ไม่ว่าจะทานตอนร้อนๆ หรือทิ้งไว้จนเย็น ข้าวก็ยังคงความนุ่มอร่อย ไม่แข็งกระด้าง เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาที่บ้านให้กลายเป็นโอมากาเสะหรูได้ง่ายๆ ช้อปเลยวันนี้เพื่อเปิดประสบการณ์ความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ!
ลักษณะเด่น
• เมล็ดอวบอ้วน และเงางาม - เมล็ดข้าวมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ เมื่อหุงแล้วจะเงางามและมีความหนึบที่โดดเด่น
• เนื้อนุ่มแต่ไม่เละ - ข้าวมีความเหนียวและนุ่มในระดับที่พอดี ไม่ร่วนหรือแข็งเกินไป
• รสหวานธรรมชาติ - มีรสชาติอ่อนๆ และหวานธรรมชาติ แม้ทานเปล่าๆ ก็ยังอร่อย
• กลิ่นหอมพิเศษ - มีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากข้าวพันธุ์อื่น
• ปลูกในอากาศหนาวเย็น - อุณหภูมิที่เย็นของฮอกไกโดช่วยให้ข้าวมีคุณภาพดีขึ้นและสามารถเก็บรักษาได้นาน
รางวัลและมาตรฐานคุณภาพ
• Yumepirika ได้รับการรับรองมาตรฐาน 特A (Toku A) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของข้าวญี่ปุ่น
• เป็นข้าวที่ได้รับความนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วญี่ปุ่น
• ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลฮอกไกโดให้เป็นข้าวเกรดพรีเมียมของภูมิภาค
เมนูแนะนำ
เนื่องจาก Yumepirika เป็นข้าวที่มีความเหนียวนุ่มและมีรสหวานในตัว จึงเหมาะกับอาหารที่ต้องการข้าวคุณภาพสูง เช่น
• ข้าวสวย (Cooked Rice) - เมล็ดข้าวสวย เมื่อหุงสุกจะมีความเงาสวย เหมาะสำหรับทานแบบข้าวสวย
• ซูชิ (Sushi) - เมล็ดข้าวเหนียวกำลังดี จับตัวได้ง่าย ไม่แฉะเกินไป
• ข้าวปั้น (Onigiri) - รสชาติหวานธรรมชาติทำให้กินเปล่าๆ ก็อร่อย
• ข้าวญี่ปุ่นธรรมดา (Gohan) - เหมาะสำหรับทานคู่กับปลาย่างหรืออาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
• ข้าวหน้าอาหารทะเล (Kaisendon/Donburi) - ความหนึบของข้าวช่วยเสริมรสชาติของปลาดิบได้ดี
Yumepirika ถือเป็นข้าวที่ให้รสชาติที่ดีที่สุดของฮอกไกโด ถ้าคุณต้องการข้าวที่นุ่ม หอม และมีคุณภาพสูง Yumepirika คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด
“น้ำส้มสายชูแดง” หรือ Akazu (อากาสึ) เป็นวัตถุดิบชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศญี่ปุ่น กำเนิดขึ้นในสมัยเอโดะ จากการนำกากสาเกมาหมักบ่มนานถึง 3 ปี จนได้น้ำส้มสายชูสีแดงเข้มที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และรสชาติกลมกล่อม ซึ่งเชฟซูชินิยมนำมาปรุงรสข้าวเพื่อช่วยถนอมอาหารและขับรสชาติของวัตถุดิบสดให้อร่อยยิ่งขึ้น
ปัจจุบันภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้ถูกนำมาต่อยอดเป็น ซอสปรุงรสผสมน้ำส้มสายชูแดง สูตร 2 ที่พัฒนาปรับรสชาติให้นุ่มนวลและกลมกล่อมยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่ม Fiber (ไฟเบอร์) ที่ช่วยให้เมล็ดข้าวเรียงตัวสวย กระจายตัวได้ดีในปาก และนุ่มละมุน ให้เนื้อสัมผัสราวกับเชฟระดับมืออาชีพมาปั้นเองกับมือ ใช้งานง่ายเหมาะสำหรับทั้งครัวเรือนและร้านอาหาร เพียงนำไปผสมกับข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ ก็พร้อมเสิร์ฟทันทีโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม ช่วยให้เม็ดข้าวนุ่ม เงางาม หอมละมุน พร้อมมอบรสชาติหวานอมเปรี้ยวและกลมกล่อมด้วยอูมามิที่เป็นเอกลักษณ์ของ Akazu ช่วยชูรสชาติของปลาสดและวัตถุดิบพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นแซลมอน ทูน่า หรือโฮตาเตะ ได้อย่างโดดเด่น ให้คุณสร้างสรรค์เมนูซูชิคุณภาพระดับร้านโอมากาเสะได้ง่าย ๆ สะดวก รวดเร็ว และอร่อยเป๊ะแบบมืออาชีพ!
คุณสมบัติและประโยชน์
• ช่วยให้ข้าวแตกตัวและกระจายตัวในปาก
• น้ำส้มซูชิช่วยควบคุมโครงสร้างข้าว ไม่ใช่แค่รสชาติ (ชะลอการแข็งตัวของข้าว)
• รักษาความอร่อยของข้าวได้นานขึ้น
• ช่วยให้คุณภาพซูชิสม่ำเสมอ แม้เก็บเย็น
• ยกระดับประสบการณ์การกิน
• สนับสนุนซูชิมืออาชีพ
• คุณภาพสม่ำเสมอและเป็นพันธมิตรของคุณภาพข้าว
ขั้นตอนการทำข้าวซูชิ
• หุงข้าวญี่ปุ่นให้สุกตามปกติ
• ขณะที่ข้าวสุกยังร้อนๆ ให้ตักข้าวใส่ชาม(หากเป็นอ่างไม้สำหรับผสมข้าวซูชิจะดียิ่งขึ้น)
• เท ซอสปรุงรสผสมน้ำส้มสายชูแดง ลงบนข้าวร้อนๆ
(สัดส่วนแนะนำ: ซอสประมาณ 10-15% ของน้ำหนักข้าวสุก หรือปรับตามความชอบ)
• ใช้ทัพพีพัด/ตัดข้าวเบาๆ ในแนวเฉียง เพื่อให้ซอสซึมเข้าเนื้อข้าวอย่างทั่วถึงโดยไม่ทำให้เม็ดข้าวบดขยี้
• พัดให้ข้าวเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้อง ก่อนนำไปปั้นซูชิ หรือทำข้าวหน้าต่างๆ
คำแนะนำ
• เก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และพ้นจากแสงแดด
• หลังจากเปิดขวดแล้ว ควรเก็บแช่ในตู้เย็น
• ผลิตภัณฑ์อาจมีตะกอนจากวัตถุดิบ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่มีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์
สัมผัสความอร่อยระดับตำนานส่งตรงจากญี่ปุ่นกับ แกงกะหรี่ก้อนสูตรต้นตำรับที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัย ด้วยเอกลักษณ์ความกลมกล่อมที่ไม่เหมือนใครจากการผสานคุณค่าของ "แอปเปิ้ลและน้ำผึ้งธรรมชาติ" ให้รสชาติที่หวานละมุน นุ่มนวล เผ็ดน้อย (ระดับ 1) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ชอบรสชาติกลมกล่อมไม่จัดจ้าน มาในขนาดจุใจสูตรพิเศษสำหรับร้านค้าหรือครอบครัวใหญ่ ช่วยให้การรังสรรค์เมนูแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจานโปรดของคุณเป็นเรื่องง่ายและอร่อยคงที่ในทุกๆจาน
บรรจุขนาด 1 กิโลกรัม โดยแบ่งเป็น 2 แพ็ก แพ็กละ 500 กรัม สูตรพิเศษสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านครอบครัวใหญ่ หรือผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ แกะใช้สะดวก เก็บรักษาง่าย ช่วยให้การรังสรรค์เมนูโปรดของคุณเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะทำทานกี่ครั้ง รสชาติก็เข้มข้น หอม อร่อยคงที่เหมือนมีเชฟญี่ปุ่นมาปรุงให้ถึงบ้าน
วิธีทำ (สำหรับ 50 ที่)
• ผัดวัตถุดิบ: เตรียมเนื้อสัตว์และผักตามต้องการ นำไปผัดกับน้ำมันพร้อมกระเทียมและหอม ประมาณ 3-5 นาที
• เติมน้ำ : ประมาณ 6-7 ลิตร ต้มให้เดือด จากนั้นเคี่ยวต่อด้วยไฟกลาง ประมาณ 20-30 นาที จนส่วนผสมนุ่มได้ที่
• ใส่ก้อนแกงกะหรี่: ปิดไฟชั่วคราว นำก้อนแกงกะหรี่ (หันชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ละลายง่าย) ใส่ลงหม้อ คนให้ละลายจนหมด
• เคี่ยวจนข้น: เปิดไฟอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 10-15 นาที จนน้ำแกงงวดและข้นเหนียวตามต้องการ พร้อมตักราดข้าวสวยร้อนๆ
ไอเดียสร้างสรรค์เมนูจากแกงกะหรี่กล่องนี้
นอกจากจะราดข้าวสวยทานคู่กับหมูทอดทงคัตสึแล้ว แกงกะหรี่สูตรนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงทำเมนูอื่นๆ เช่น:
• อุด้งแกงกะหรี่ญี่ปุ่น: ซดน้ำร้อนๆ เส้นหนึบหนับ
• ข้าวโตเกียวชีสแกงกะหรี่อบ: โรยชีสเยิ้มๆ แล้วนำเข้าเตาอบ
• พายแกงกะหรี่: เมนูทานเล่นสไตล์คาเฟ่
สัมผัสความอร่อยระดับมืออาชีพส่งตรงจากญี่ปุ่นกับ เครื่องแกงกะหรี่ก้อน สูตรเผ็ดกลาง ระดับ 4 ที่โดดเด่นด้วยรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศนานาชนิด ผสานความหวานละมุนของหัวหอมและผลไม้ จนได้รสชาติแบบแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ เพียงเปิดกล่องกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศก็ชวนให้นึกถึงร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชื่อดัง เนื้อซอสมีความข้นกำลังดี เคลือบเนื้อสัตว์และผักได้อย่างทั่วถึง ทุกคำให้ทั้งความหวานกลมกล่อมของหัวหอมที่เคี่ยวจนหอมละมุน ตามด้วยรสเผ็ดร้อนกำลังพอดีและความหอมลึกของเครื่องเทศสูตรเฉพาะจาก เฮ้าส์ ฟู้ดส์ ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น อร่อยจนหยุดไม่ได้ ยิ่งนำไปราดบนข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ ทานคู่กับหมูทอดทงคัตสึ ไก่ทอด เนื้อตุ๋น หรือซีฟู้ด ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยแบบต้นตำรับญี่ปุ่น เหมาะทั้งสำหรับทำรับประทานในครอบครัวและใช้เป็นเมนูขายในร้านอาหาร เพราะให้รสชาติคงที่ทุกครั้งที่ปรุง
บรรจุขนาด 1 กิโลกรัม โดยแบ่งเป็น 2 แพ็ก แพ็กละ 500 กรัม เพื่อความสะดวกในการใช้งานและจัดเก็บ เหมาะสำหรับร้านอาหาร โรงแรม โรงอาหาร คาเฟ่ หรือผู้ที่ต้องการทำแกงกะหรี่ในปริมาณมาก สามารถปรุงได้ประมาณ 40 ที่ (ขึ้นอยู่กับสูตร) ละลายง่าย ประหยัดเวลา และนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงกะหรี่หมู เนื้อ ไก่ ซีฟู้ด แกงกะหรี่ผัก อุด้งแกงกะหรี่ หรือเมนูฟิวชันต่าง ๆ หากกำลังมองหาเครื่องแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคุณภาพสำหรับครัวมืออาชีพ ที่ให้ทั้งความสะดวก รสชาติอร่อยเข้มข้น และมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทุกมื้ออาหาร พร้อมยกระดับทุกจานให้หอม เข้มข้น และอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ในทุกคำ
วิธีทำ (สำหรับ 40 ที่)
• ผัดวัตถุดิบ: เตรียมเนื้อสัตว์และผักตามต้องการ นำไปผัดกับน้ำมันพร้อมกระเทียมและหอม
• เติมน้ำ : ประมาณ 5 ลิตร ต้มให้เดือด จากนั้นเคี่ยวต่อด้วยไฟกลางจนส่วนผสมนุ่มได้ที่
• ใส่ก้อนแกงกะหรี่: ปิดไฟชั่วคราว นำก้อนแกงกะหรี่ (หันชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ละลายง่าย) ใส่หม้อ คนให้ละลาย
• เคี่ยวจนข้น: เปิดไฟอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 5–10 นาที จนน้ำแกงงวดและข้นเหนียวตามต้องการ พร้อมตักราดข้าวสวยร้อนๆ
อาจิทสึเกะ ชิโอะโคโช เคล็ดลับความอร่อยจากครัวญี่ปุ่น
"ชิโอะโคโช" (塩こしょう) หรือ เกลือและพริกไทยดำ เป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในครัวเรือน เพราะช่วยดึงรสชาติของวัตถุดิบให้อร่อยขึ้นแบบง่ายๆ ไม่ต้องใช้เครื่องปรุงหลายชนิด อาจิทสึเกะ ชิโอะโคโช ไม่ได้เป็นแค่เครื่องปรุงทั่วไป แต่เป็น "ผู้ช่วยเชฟ" ที่ช่วยให้การทำอาหารง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำเมนู เนื้อย่าง หมูทอด ไก่ย่าง บาร์บีคิว ซุป หรือแม้แต่อาหารตะวันตก ก็สามารถใช้ได้อย่างลงตัว แค่โรยเบาๆ ก็ได้รสชาติอร่อยแบบมืออาชีพ!
เมนูแนะนำ
♥ สเต๊กเนื้อพริกไทยเกลือ
วัตถุดิบ
- เนื้อสเต๊ก (ริบอาย, สันนอก หรือเนื้อที่ชอบ) 200 กรัม
- เฮ้าส์ อาจิซุเกะ ชิโอะโคโช 1 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- เนย 10 กรัม
- กระเทียมฝานบาง 2-3 กลีบ
วิธีทำ:
1. โรย เฮ้าส์ อาจิทสึเกะ ชิโอะโคโช ให้ทั่วเนื้อทั้งสองด้าน
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก พอร้อน ใส่เนื้อลงไปย่างให้สุกตามต้องการ
3. ใส่เนยและกระเทียมลงไปผัดให้หอม แล้วราดบนเนื้อ
4. เสิร์ฟพร้อมผักย่างหรือมันฝรั่งทอด
♥ ข้าวผัดญี่ปุ่น (ชิโอะยากิเมชิ)
วัตถุดิบ:
- ข้าวสวย 1 ถ้วย
- หมูสับ หรือไก่สับ 50 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- เฮ้าส์ อาจิทสึเกะ ชิโอะโคโช 1 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ:
1. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ผัดหมูสับจนสุก
2. ตอกไข่ลงไป คนให้เข้ากันแล้วใส่ข้าวสวย
3. โรย เฮ้าส์ อาจิทสึเกะ ชิโอะโคโช ผัดให้เข้ากัน
4. โรยต้นหอมซอย แล้วตักเสิร์ฟ
เมนูไหนก็อร่อยขึ้น แค่มีติดครัวไว้! ☺️
ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ Yumepirika ถือเป็นพันธุ์ข้าวระดับไฮเอนด์ที่ใช้สุดยอดเทคโนโลยีการเพาะสายพันธุ์ข้าวในฮอกไกโด
ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ยูเมะพิริกะ (Yumepirika) จากแบรนด์ โฮคุเรน (Hokuren) เป็นข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์พรีเมียมที่ปลูกในจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอากาศหนาวเย็นและดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ข้าวมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นข้าวเกรดสูงที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น
ลักษณะเด่นของ Yumepirika
• เมล็ดอวบอ้วน และเงางาม - เมล็ดข้าวมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ เมื่อหุงแล้วจะเงางามและมีความหนึบที่โดดเด่น
• เนื้อนุ่มแต่ไม่เละ - ข้าวมีความเหนียวและนุ่มในระดับที่พอดี ไม่ร่วนหรือแข็งเกินไป
• รสหวานธรรมชาติ - มีรสชาติอ่อนๆ และหวานธรรมชาติ แม้ทานเปล่าๆ ก็ยังอร่อย
• กลิ่นหอมพิเศษ - มีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากข้าวพันธุ์อื่น
• ปลูกในอากาศหนาวเย็น - อุณหภูมิที่เย็นของฮอกไกโดช่วยให้ข้าวมีคุณภาพดีขึ้นและสามารถเก็บรักษาได้นาน
รางวัลและมาตรฐานคุณภาพ
• Yumepirika ได้รับการรับรองมาตรฐาน 特A (Toku A) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของข้าวญี่ปุ่น
• เป็นข้าวที่ได้รับความนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วญี่ปุ่น
• ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลฮอกไกโดให้เป็นข้าวเกรดพรีเมียมของภูมิภาค
เมนูที่เหมาะกับ Yumepirika
เนื่องจาก Yumepirika เป็นข้าวที่มีความเหนียวนุ่มและมีรสหวานในตัว จึงเหมาะกับอาหารที่ต้องการข้าวคุณภาพสูง เช่น
• ข้าวสวย (Cooked Rice) - เมล็ดข้าวสวย เมื่อหุงสุกจะมีความเงาสวย เหมาะสำหรับทานแบบข้าวสวย
• ซูชิ (Sushi) - เมล็ดข้าวเหนียวกำลังดี จับตัวได้ง่าย ไม่แฉะเกินไป
• ข้าวปั้น (Onigiri) - รสชาติหวานธรรมชาติทำให้กินเปล่าๆ ก็อร่อย
• ข้าวญี่ปุ่นธรรมดา (Gohan) - เหมาะสำหรับทานคู่กับปลาย่างหรืออาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
• ข้าวหน้าอาหารทะเล (Kaisendon/Donburi) - ความหนึบของข้าวช่วยเสริมรสชาติของปลาดิบได้ดี
Yumepirika ถือเป็นข้าวที่ให้รสชาติที่ดีที่สุดของฮอกไกโด ถ้าคุณต้องการข้าวที่นุ่ม หอม และมีคุณภาพสูง Yumepirika คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด
วิธีหุงข้าวญี่ปุ่นให้อร่อย
• ตวงข้าวให้พอเหมาะสำหรับรับประทาน
• ซาวข้าวด้วยการให้น้ำไหลผ่าน คนเบาๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วเทน้ำออก ทำตามขั้นตอนนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง จนน้ำใส
• กุญแจสำคัญในการหุงข้าวญี่ปุ่นคือน้ำ กะปริมาณน้ำให้เหมาะสม อัตราส่วนโดยประมาณอยู่ที่ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน (สามารถปรับระดับน้ำได้หากชอบทานข้าวแข็งหรือข้าวนิ่ม)
• ควรแช่ข้าวทิ้งไว้ก่อนหุงประมาณ 30 นาที เพื่อให้ข้าวดูดซึมน้ำเวลาหุงข้าวจะนุ่มไม่กระด้าง
• หลังจากข้าวสุก อย่าเพิ่งเปิดฝา ทิ้งไว้ให้ข้าวระอุในหม้อประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นค่อยๆ คนให้น้ำระเหย
วิธีการเก็บรักษา
• เก็บในที่แห้งและเย็น
• ระวังการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เพราะข้าวจะแห้งแตกเนื่องจากการระเหยของน้ำในข้าว
• หลีกเลี่ยงการเก็บรักษาใกล้ ผงซักฟอก สเปรย์ปรับอากาศ เครื่องสำอาง และอาหารที่มีกลิ่นแรง เพราะข้าวจะดูดซับกลิ่น
ข้อควรระวัง
• คุณภาพของข้าวจะเปลี่ยนหากโดนความชื้น
• ห้ามวางไว้ใกล้เปลวไฟ เนื่องจากติดไฟง่าย
• ห้ามวางสินค้าอื่นซ้อนทับผลิตภัณฑ์
ชาที่ดื่มง่าย อร่อยลงตัว จนคนญี่ปุ่นยกให้เป็นชาชั้นเลิศ
ชาเขียวใบชนิดซอง เกียวคุโระ ของญี่ปุ่นทำไมต้อง "ยาบุกิตะ"
หากคุณเป็นผู้หลงใหลในชาเขียวญี่ปุ่นแท้ๆ "ยาบุกิตะ" คือ ราชินีแห่งชาเขียวของญี่ปุ่น เป็นระดับชาที่ปลูกด้วยเทคนิคการบังแสงแดดก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้ใบชามีคลอโรฟิลล์สูง อูมามิที่เข้มข้น และความหวานนุ่มนวลที่โดดเด่น ผสานกับกลิ่นหอมละมุนฟุ้งที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยเทคโนโลยีถุงชาตาข่ายแบบใหม่ ทำให้คุณสามารถชงชาเขียวคุณภาพระดับญี่ปุ่นออกมาได้ง่ายๆในทุกแก้ว ไม่ว่าจะชงร้อนเพื่อความผ่อนคลาย หรือ ชงแบบเย็น (สกัดเย็น) เพื่อความสดชื่น เพียงเติมน้ำ ก็พร้อมเสิร์ฟ สะดวก พกพาง่าย ดื่มได้ทุกที่ ทุกเวลา เหมาะสำหรับดื่มคู่กับอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มอื่นๆได้ตามสไตล์คุณ
เคล็ดลับการชงแบบร้อน และ แบบเย็น(สกัดเย็น)
ชาเขียวญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องชงด้วยน้ำร้อนเสมอไป! ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ลองชงชาเขียวแบบ "น้ำสกัดเย็น" ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก การชงด้วยน้ำเย็นจะช่วยดึงรสอูมามิ และสารคาเทชิน ที่ให้รสหวานออกมาได้มาก ในขณะที่รสขมและคาเฟอีนจะละลายออกมาน้อยลง ทำให้ได้ชาที่มีรสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล และสดชื่นเป็นพิเศษ
วิธีชงแบบร้อน :
1. ต้มน้ำให้เดือด แล้วรอให้น้ำเย็นลงเหลือประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส (หากไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ สามารถต้มน้ำเดือดแล้วทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที)
2. ใส่ถุงชา 1 ซอง ลงในแก้วหรือถ้วยชา
3. ค่อย ๆ รินน้ำร้อน ประมาณ 150-200 มิลลิลิตร ลงไป
4. แช่ถุงชาทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที (ไม่ควรแช่นานเกินไป เพราะจะทำให้ชามีรสขมฝาด)
5. นำถุงชาออก (อาจจะบีบเบา ๆ ก่อนนำออก) และพร้อมดื่ม
วิธีชงแบบน้ำ(สกัดเย็น) :
1. ใส่ถุงชา 1-2 ซอง ลงในขวดหรือภาชนะที่มีฝาปิดสนิท
2. เติมน้ำเย็นอุณหภูมิห้อง หรือ น้ำเย็นจัด ปริมาณประมาณ 300-500 มิลลิลิตร
3. ปิดฝาแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น
4. รอเวลาทิ้งไว้ให้สกัดเย็นเป็นเวลา 3-6 ชั่วโมง หรืออาจจะแช่ข้ามคืน 8-12 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น
(หากแช่นานเกิน 12 ชั่วโมง อาจเริ่มมีรสฝาดออกมาบ้าง)
5. เมื่อได้ความเข้มข้นที่ต้องการแล้ว ให้นำถุงชาออก พร้อมดื่มได้ทันที
ข้อดีของการสกัดเย็น:
รสชาติ : รสชาตินุ่มนวล หวาน อูมามิเด่นชัด และมีรสขมฝาดน้อยมาก
คาเฟอีน : ระดับคาเฟอีนจะต่ำกว่าการชงแบบร้อน
สนุกกับการทำโอโคโนมิยากิได้ง่ายๆ ที่บ้านคุณ
เปิดประสบการณ์รสชาติของข้าวญี่ปุ่นแท้ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ราชาแห่งข้าว" ของประเทศญี่ปุ่น ด้วยคุณภาพที่โดดเด่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ค่ะ
ข้าวชิ้นนี้คือ ข้าวโคชิฮิคาริ (Koshihikari) ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ยอดนิยมและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวที่มาจากจังหวัด นีงาตะ (Niigata) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงด้านคุณภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จังหวัดนีงาตะได้รับพรจากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกข้าวชั้นดี เช่น ดินที่อุดมสมบูรณ์จากตะกอนแม่น้ำสำคัญอย่างแม่น้ำชินาโนะ (Shinano River) และแม่น้ำอะงาโนะ (Agano River) รวมถึงมีน้ำบริสุทธิ์จากหิมะที่ละลาย (Snowmelt Water) และที่สำคัญคือ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน ที่สูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความหวานและรสชาติของข้าว
ข้าวโคชิฮิคาริสายพันธุ์นีงาตะมีจุดเด่นหลัก ๆ ที่ทำให้เป็นที่รักของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
ความเหนียวและหนึบ (Stickiness): มีสัมผัสที่ เหนียวหนึบ (Mochimochi) และยืดหยุ่นกำลังดี ไม่แข็งกระด้าง
ความหวานและอูมามิ (Sweetness & Umami): มีรสหวานตามธรรมชาติที่ชัดเจน และมีรส อูมามิ (Umami) ที่เข้มข้นในทุกเม็ด
กลิ่นหอมและเงางาม: เมื่อหุงสุกแล้วจะมี กลิ่นหอมที่ละมุน และเมล็ดข้าวจะมีความ เงางามเป็นประกาย น่ารับประทาน
ด้วยรสชาติที่โดดเด่นและสมดุล ทำให้ข้าวโคชิฮิคาริจากนีงาตะอร่อยมากแม้ว่าจะทานเปล่า ๆ โดยไม่ต้องมีกับข้าวค่ะ นอกจากนี้ยังรักษาความอร่อยไว้ได้ดีแม้จะเย็นลง จึงเหมาะมากสำหรับทำข้าวปั้น โอนิกิริ (Onigiri) หรือใส่ในกล่องข้าวเบนโตะ (Bento)
เมนูแนะนำ (Recipe Suggestion)
ข้าวโคชิฮิคาริมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่สมดุล ทำให้เข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายประเภทค่ะ:
ข้าวสวย (Plain White Rice): ทานเปล่า ๆ คู่กับเครื่องเคียงง่าย ๆ อย่างซุปมิโสะ (Miso Soup) และผักดอง (Tsukemono) เพื่อสัมผัสรสชาติแท้ ๆ ของข้าว
ซูชิ (Sushi) และโอนิกิริ (Onigiri): ด้วยความเหนียวหนึบ ทำให้ปั้นได้ง่ายและคงรูปได้ดีเมื่อเย็นลง
เมนูอาหารญี่ปุ่นทั่วไป: เหมาะสำหรับทานคู่กับอาหารญี่ปุ่นแทบทุกชนิด เช่น ปลาย่าง, เทมปุระ (Tempura) หรือข้าวหน้าต่าง ๆ (Donburi)
วิธีใช้หรือวิธีเตรียม (Usage Instruction)
เพื่อให้ได้ข้าวที่อร่อยที่สุด ควรทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
1. ซาวข้าว (Rinsing): ซาวข้าวอย่างเบามือเพื่อล้างฝุ่นออก เปลี่ยนน้ำประมาณ 2-3 ครั้ง จนน้ำเริ่มใส
2. แช่น้ำ (Soaking): แช่ข้าวในน้ำสะอาดทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ในฤดูร้อน หรือ 60 นาที ในฤดูหนาว เพื่อให้ข้าวดูดซึมน้ำอย่างเต็มที่
3. หุง (Cooking): หุงตามอัตราส่วนน้ำที่ระบุบนเครื่องหุงข้าว หรือใช้อัตราส่วนข้าว 1 ส่วนต่อน้ำประมาณ 1.1 - 1.2 ส่วน
4. พักข้าว (Steaming): เมื่อหุงเสร็จแล้ว ห้ามเปิดฝา ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ไอน้ำระอุและข้าวสุกทั่วถึง ก่อนจะใช้ไม้พายคลุกเบา ๆ ก่อนตักเสิร์ฟค่ะ
ลองนำข้าวโคชิฮิคาริจากนีงาตะไปหุงดูสิคะ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมข้าวญี่ปุ่นแท้ ๆ ถึงมีเสน่ห์และเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น ที่คุณก็สามารถสร้างสรรค์ความอร่อยนี้ได้ที่บ้านค่ะ
เติมความสดชื่อคลายร้อน ไปกับ มุกิฉะ